
ว่าแล้วก็ลองมาดูสถานะเราดีกว่าว่ามีของมูลค่าสูงมากขนาดไหน ซึ่งถ้าชัวร์ว่าเป็นของมีมูลค่ามาก ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ บ้าน หรือเครื่องเพชร หรืออะไรก็ตามเมื่อสูญหาย หรือเกิดการพังทลายไปแล้ว จะกระทบต่อสภาพทางการเงินของเราแน่ ๆ ก็ควรจะมีประกันทรัพย์สิน การโจรกรรมเอาไว้นะครับ ที่สำคัญคือ ตอนทำต้องมั่นใจว่าความคุ้มครองนั้นมีค่าไม่น้อยกว่ามูลค่าทรัพย์สินของเรานะครับ เพื่อป้องกันการเจ็บตัว
หลังจากดูทรัพย์สินเราแล้ว ก็ต้องมาดูรายจ่ายของเราด้วยนะครับว่ามีภาระแค่ไหน ถ้าซื้อประกันไปแล้วจะอยู่ได้หรือเปล่า หากไหวก็เชิญตามสบายเลยครับ แต่ขอแนะนำให้ไม่เกิน 50% ของรายได้นะครับ เพราะเราต้องมีเงินสำรองเอาไว้ในกรณีฉุกเฉินเสมอ โดยเฉพาะยิ่งมีภาระในการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรืออื่น ๆ แล้วล่ะก็ เราขอแนะนำให้ไม่เกิน 15% ของรายได้นะครับ
นอกจากประโยชน์ด้านความคุ้มครองแล้ว เรายังสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย แต่สำหรับคนที่ต้องการซื้อเพื่อลดหล่อนภาษีโดยเฉพาะ ทางเราแนะนำให้ศึกษาเงื่อนไขดี ๆ นะครับ เพราะไม่ใช่ทุกกรมธรรม์ที่จะลดภาษีได้ 100% โดยการลดหย่อนภาษี แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1) ประกันที่มีความคุ้มครอง 10 ปี ขึ้นไป และจ่ายค่าตอบแทนไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันสะสมในแต่ละช่วง ประกันแบบนี้เราจะลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ในขณะที่
2) ประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งมีเงื่อนไขในการจ่ายผลตอบแทนตั้งแต่เราอายุ 55 ปีขึ้นไป จนถึง 85 ปี โดยที่เราจะสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ต่อปี สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จราชการ และกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชนแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
ในการทำประกันแต่ละครั้ง เราควรทำประกันเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองอย่างน้อย 5 เท่าของรายจ่ายต่อปีหักด้วยมูลค่าทรัพย์สินที่มีในปัจจุบัน เช่น สมมติว่าเรามีทรัพย์สินรวม 1 ล้านบาท ไม่มีหนี้ และมีค่าใช้จ่ายส่วนตัวรายเดือนอยู่ที่ 20,000 บาท เราควรทำประกันตามสูตรคำนวณง่าย ๆ ดังนี้
ทั้งนี้ก็เพื่อเมื่อถึงคราวฉุกเฉิน เราจะได้มีทุนสำรองไว้สร้างเนื้อสร้างตัวอีกครั้งนั่นเองครับ
————————–![]()