
บางคนไม่เคยสนใจเลยว่าเราต้องจ่ายภาษีสิ้นปีเท่าไร มันจะดีกว่ามากถ้าเราเริ่มต้นเสียแต่ตอนต้นปี เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวางแผนสำหรับการจ่ายภาษี และการหักลดหย่อนภาษีในรูปแบบต่างๆ ขั้นแรกก็คือ เราต้องลองคำนวณเงินภาษีที่เราจะจ่ายตอนสิ้นปีออกมาให้ได้ก่อน
สำหรับคนที่มีรายได้ทางเดียว โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนนั้น การรับรู้รายได้ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ถ้าเรามีเงินเดือนละ 3 หมื่นบาท เราจะมีรายได้ทั้งปีราว 3.6 แสนบาท หากเราคิดว่าเราได้โบนัสตอนสิ้นปีราว 4 หมื่นบาท เท่ากับเรามีรายได้รวมทั้งปี 4 แสนบาท แล้วเราจึงนำเงินที่คำนวณได้มาวางแผนการจ่ายภาษีสำหรับสิ้นปี
ส่วนคนที่มีหลายได้หลายทาง เราต้องประเมินรายได้ที่ควรจะเป็นออกมาให้ได้
กรณีตัวอย่างเช่น
นาย A มีรายได้จากงานประจำทั้งปี 5 แสนบาท และมีรายได้จากงานเสริมอีก 5 แสนบาท ดังนั้นนาย A จึงมีรายได้รวมทั้งปี 1 ล้านบาท แล้วจึงนำรายได้ที่ควรจะเป็นมาวางแผนภาษีอีกที
หลังจากเราคำนวณรายรับตลอดทั้งปีออกมาได้แล้วก็มาถึงขั้นตอนที่เราต้องหาวิธีลดหย่อนภาษี โดยทั่วไปแล้วการลดหย่อนภาษีทำได้หลายวิธีดังต่อไปนี้
หักลดหย่อนภาษีรูปแบบอื่นๆ อันได้แก่ ค่าเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ค่าซื้อสินค้าหรือบริการในประเทศ ดอกเบี้ยที่จ่ายไปเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นอาคารพร้อมที่ดิน หรือห้องชุดในอาคารชุด และค่าใช้จ่ายในการทำบุญ เป็นต้น
เมื่อเรารู้เงินได้ทั้งปีของเราแล้ว และมองหาวิธีต่างๆ ในการหักลดหย่อนภาษีปลายปีเป็นที่เรียบร้อย เราก็ต้องวางแผนการเสียภาษีให้ครอบคลุม (เป้าหมายเพื่อจ่ายภาษีให้น้อยลง หรือน้อยที่สุด) ด้วยการคำนวณว่าเราจะนำอะไรมาหักลดหย่อนภาษีได้บ้าง โดยสามารถเข้าไปคำนวณได้ที่โปรแกรมคำนวณภาษีออนไลน์ของกรมสรรพากร คลิกที่นี่
หรือคำนวณค่าใช้จ่ายทางการเงิน การซื้อประกัน ซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี หรือแม้แต่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ สามารถหาข้อมูลที่นี่ http://www.gsb.or.th/
หากเรารู้จักคำนวณค่าใช้จ่ายด้านภาษีแต่เนิ่นๆ จะทำให้รู้ว่าควรวางแผนซื้อสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อลดภาษีได้เท่าไร พอปลายปีแทนที่เราจะจ่ายเงินภาษีไปเปล่าๆ ก็นำเงินที่ต้องจ่ายไปซื้อกองทุนรวม หรือไปใช้จ่ายด้านอื่นๆ เพื่อลดหย่อนภาษีแทน บางครั้งเราก็จะได้ภาษีคืน มีเงินเพิ่มปลายปี เรียกว่า “กำไรสองต่อ” คือ ได้นำเงินไปใช้-ไปลงทุน แถมยังได้ภาษีคืนกลับมาอีกด้วยนั่นเอง
————————–![]()