
สำหรับพ่อแม่ที่มีการวางแผนการเงินอยู่แล้ว เช่น มีการลงทุนในเบี้ยประกันชีวิต หรือลงทุนในรูปแบบการฝากสะสมทรัพย์กับบริษัทประกัน ก็คงไม่ต้องกังวลเรื่องการเงินของท่านมากนัก อย่างน้อยท่านมีเงินเก็บเป็นของท่านเองเมื่อถึงวัยเกษียณ แต่หากพ่อแม่ท่านไหนที่ไม่เคยวางแผนการเงิน เราอาจจะต้องลงมาช่วยดูแล และจัดสรรว่า ควรนำเงินเก็บที่มีไปลงทุนในสิ่งใดที่เหมาะสมและมีความเสี่ยงต่ำ เช่น การซื้อสลากออมสินหรือ พันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น
ประเด็นที่ลูก ๆ เป็นห่วงพ่อแม่คงหนีไม่พ้นเรื่องสุขภาพ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุนั้นถือว่าสูงมากทีเดียว ดังนั้น เราควรกระจายความเสี่ยงเรื่องค่าใช้จ่าย อาจเตรียมความพร้อมโดยการซื้อประกันสุขภาพให้ท่านไว้ เพื่อลดภาระเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงในอนาคต ทางด้านจิตใจ เมื่อต้องหยุดงานมาอยู่บ้าน ท่านอาจเกิดภาวะซึมเศร้าได้ ควรให้ท่านได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมภายในครอบครัว เช่น ดูแลต้นไม้ ปัดกวาดเช็ดถูบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำกับข้าว เป็นต้น ให้ท่านรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง ที่สำคัญ จำไว้ว่า ท่านแค่เกษียณออกมาอยู่บ้าน ไม่ได้ป่วยหนักหรือไม่มีแรงทำอะไร ให้ท่านได้ทำในสิ่งที่อยากทำ จิตใจก็จะผ่องใส เบิกบาน เกษียณอย่างมีความสุข

ผู้สูงอายุอาจไม่ได้แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน ดังนั้น ต้องวางแผนด้านค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งเพื่อปรับเปลี่ยนพื้นที่ในบ้านให้เหมาะกับผู้สูงอายุมากขึ้น เช่น ทำราวจับในห้องน้ำ เปลี่ยนไปใช้กระเบื้องกันลื่น ทำทางลาดไว้นอกบ้าน หรือเปลี่ยนห้องใดห้องหนึ่งตรงชั้นล่างให้เป็นห้องนอนไปเลย ท่านจะได้ไม่ต้องขึ้น-ลงบันไดหลายชั้น ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุภายในบ้านอีกด้วย
หากผู้สูงอายุอยู่แต่ในบ้านโดยไม่ได้ทำงานประจำไปนาน ๆ อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านความจำ เช่น อาจขี้หลงขี้ลืม สับสนในตนเอง คำนวณเลขง่าย ๆ ไม่ได้ จดจำเรื่องราวของตนเองไม่ได้ และสุดท้ายอาจกลายเป็นภาวะสมองเสื่อมในที่สุด เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น ลองหากิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ ให้ท่านทำ เช่น ไปออกกำลังกายกับคนในชุมชน เข้าร่วมสมาคมคนสูงอายุในชุนชม เดินสายทำบุญกับกลุ่มเพื่อน พูดคุยกับลูกหลานผ่านโซเชียล อย่างเฟสบุ๊กหรือไลน์ ให้ท่านได้พบปะพูดคุยกับเพื่อนฝูงมากขึ้น เช่น นัดทานข้าว หรือไปพักผ่อนตากอากาศนอกบ้าน การที่ท่านได้เข้าสังคมก็ช่วยให้ท่านใช้ชีวิตวัยเกษียณอย่างมีความสุขได้แล้ว

———————————————–